คาใจ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๑๐. เรื่อง “ยอมรับแล้วจบ หมดปมในใจ”
กราบนมัสการท่านอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูง ขอโอกาสเล่าเรื่องราวถวายที่มาที่ไปก่อนครับ เมื่อราว ๑๒–๑๓ ปีเห็นจะได้ ผม ภรรยา และลูก รวมถึงเพื่อนๆ และลูกๆ ของเพื่อนได้มีโอกาสสร้างพระพุทธรูปถวายวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี หลังจากเสร็จเรื่องก็ชวนเพื่อนๆ และลูกๆ มาที่วัดพระอาจารย์นี้ ตั้งใจเลยว่าอยากจะให้ทุกคนได้มากราบพระอรหันต์องค์เป็นๆ แล้วรถตู้ก็พากันมาถึงวัด ก็พากันขึ้นไปกราบพระอาจารย์
คำแรกที่ผมพูดขึ้น “เอ่อ...พอดีผมปฏิบัติอยู่” แล้วจะพูดต่อ พระอาจารย์ก็ตวาดว่า “โกหก โกหก โกหก”
ตอนนั้นผมตกใจ แล้วก็อึ้งไปสักพัก แล้วก็พูดแบบกลัวๆ ไปว่า “ผมแค่อยากชวนเพื่อนๆ มาปฏิบัติด้วยกันครับ”
พระอาจารย์จากดุเข้มก็เมตตามาเป็นยิ้มแล้วก็สนทนาด้วย
ส่วนตัวเคารพและกลัวพระอาจารย์แล้วเป็นทุน ผมลงใจพระอาจารย์คนเดียว ยังไงซะ ถึงจะกลัวก็ไม่หนีครับ
ตอนนั้นรู้สึกงงมากๆ และสงสัยว่าทำไมพระอาจารย์ถึงดุตวาดเสียงดังกับเรา ท่านเห็นอะไร ท่านต้องการสอนอะไรเรา เรานี้สั่น รู้ตัวว่ากลัวจนหน้าและตัวแดงเลย ณ ตอนนั้นก็สงสัยในใจว่า เอ๊ะ! เราก็ปฏิบัติอยู่นะ หรือว่ามันอย่างไรกัน เราเคลียร์ใจไม่ได้ พระอาจารย์เมตตาจะสั่งสอนอะไรเรา ทำไมเรายังงงอย่างนี้ มันค้างในใจมานานเป็น ๑๐ ปี ในระหว่าง ๑๐ ปีกว่านี้ นานๆ ก็โผล่มาสะกิดใจทีหนึ่ง แล้วเราก็คลายใจไม่ออกตลอด
แล้ววันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง ผมได้ฟังเทศน์ตอบคำถามของพระอาจารย์ ที่มีผู้หญิงท่านหนึ่งขอหนังสือประวัติพ่อแม่ครูอาจารย์ พระอาจารย์ดุว่าไม่ให้ ผมก็งง
พระอาจารย์ก็ดุว่า ถ้าเป็นธรรมก็จะให้ ถ้าไม่เป็นธรรม ไม่ให้ ไม่ให้ ไม่ให้
พระอาจารย์ดุว่าอวด ตอนนั้นสติผมมาเลย เหมือนกำลังดุสอนผมอยู่ มันแทงใจ
คืนนั้นหลังนั่งสมาธิจบ ผมก็ไปพิจารณาต่อไปเรื่อยๆ ทีนี้วางใจเป็นกลางลง แล้วมองตนเอง ณ ตอนนั้น สุดท้ายว่าได้สติ มันด่าตัวเองได้ยาวเหยียด ไม่ว่าจะเรื่องปฏิบัติ ไม่ว่าจะเรื่องศีล ไม่ว่าจะเรื่องสติสตัง คำพูดออกมาแบบคนขาดสติ กิเลสเต็มหัวใจ น่าละอายจริงๆ สุดท้ายมันจบง่ายๆ ตรงยอมรับในความโง่เขลาเบาปัญญาและกิเลสหนาของตัวเองครับ
เฮ้อ! ตอนนี้ใจมันถอนออกคลายแล้ว เรื่องนี้ไม่มีอะไรติดอีกแล้ว พอแค่ได้เป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง มันหมดปมในใจ ผมจึงอยากเล่าถวาย เผื่อมีลูกศิษย์ท่านไหนเป็นอย่างกระผม จะได้เป็นประโยชน์ได้เช่นเดียวกับผม จะได้ใช้เวลาคืนสติได้เร็วขึ้น กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์
ตอบ : นี่คำถามเนาะ “ยอมรับแล้วจบ หมดปมในใจ”
เราอ่านแล้วนะ มันสะเทือนใจพอสมควร เราดุไป เขาเก็บไว้ในใจมา ๑๔ ปี คิดทีไรโผล่มาทุกที คิดทีไรโผล่มาทุกที ก็ไปกราบท่านอาจารย์ ทำไมท่านอาจารย์บอก โกหก โกหก โกหก
เมื่อ ๑๐–๒๐ ปีที่แล้วมันอย่างว่าล่ะ เราก็ยังไฟแรงๆ ไง ใครมาคุยเรื่องปฏิบัติ ภาษาเรา มันก็โกหกจริงๆ นั่นแหละ คือเขาปฏิบัติของเขาอย่างนั้นแล้วเขาไม่มีครูบาอาจารย์ เขาก็ไปตามกระแสอย่างนั้น แล้วครูบาอาจารย์โดยทั่วไปมันก็เป็นพุทธพาณิชย์ เป็นการเอาอกเอาใจ เป็นการเออออห่อหมก ใครพูดอย่างไรก็เออออไปกับเขาทั้งนั้นน่ะ เพื่อให้เขาได้สบายใจ เพื่อให้เขาไม่เป็นโทษเป็นภัย
แต่สำหรับเราน่ะ เรื่องภาวนา มันมาพูดต่อหน้า แล้วพูดโดยที่ ภาษาเรานะ ถ้าคนเป็นมันเห็นผิด เหมือนทำงาน ทำงานผิด ทำงานผิด หัวหน้างานเขาเห็น เขารู้ใช่ไหม ถ้าหัวหน้าเขาเห็น เขารู้ เขาจะสอนก็ได้หรือว่าเขาจะติเตียนก็ได้ เพราะทำงานเขาเสียหายไง
แต่นี่ในการภาวนาๆ ภาวนาโกหกทั้งนั้นน่ะ วันนี้ก็ยังพูดอยู่อย่างนี้ ถ้าว่าโกหกก็ยังว่าโกหกอยู่นั่นแหละ เพราะอะไร
เพราะว่าเวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด เวลาท่านเทศนาว่าการ แล้วเราฟังแล้วเราต้องตีความ แล้วเราต้องเข้าใจคำพูดของท่าน ท่านพูดบ่อย แล้วพูดตลอดเวลา แล้วเป็นข้อเท็จจริงด้วยว่า การภาวนายากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นกับถึงที่สุด เพราะอะไร เพราะท่านติดไง
พรรษาแรกไปออกปฏิบัติเสื่อมหมดเลย คราวเริ่มต้น ไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นกว่าจะฟื้นฟูมาได้ไง
มหา จิตใจนี้มันเหมือนเด็กๆ มันต้องการอาหาร ที่มันเสียไปแล้ว มันหายไปแล้วก็ปล่อยมันไป อย่าตามมันไป ถ้าตามไปนะ มันไม่มีวันจบวันสิ้น ก็ตามสิ่งที่ไม่มีตัวตนแล้วหายไป ก็ตามอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วมันจะได้ผลเมื่อไหร่ล่ะ แล้วพวกที่ปฏิบัติ ว่างๆ ว่างๆ ก็ตามอยู่อย่างนั้นน่ะ มันจะจับตัวตนมันได้เมื่อไหร่ล่ะ นี่ให้พุทโธๆ ไว้ไง
ท่านบอกว่า ๓ วันแรกอกแทบระเบิด เพราะมันโหยหาความว่างในใจที่เคยเป็นไง แล้วถ้าเป็นสมาธิมันก็เป็นสมาธิได้ แต่มันไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่มีการกระทำไง หลวงปู่มั่นถึงให้กำหนดพุทโธไง อานาปานสติไง มันต้องมีที่เกาะ มันต้องมีที่จับ มันเป็นชิ้นเป็นอัน มันจับต้องของมันได้ แล้วมันเข้าไปแล้วมันเป็นสัมมาสมาธิ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แบบพร้อมตลอด นี้ถึงจะเป็นสมาธิ ถึงเป็นสมาธิแล้วมันก็ยังจะเสื่อม เพราะรักษาไม่เป็น
ฉะนั้น สิ่งที่ว่ายากที่สุดคือคราวเริ่มต้น เพราะอะไร เพราะคนไม่เป็นงานแล้วฝึกงาน คนไม่เป็นงานแล้วฝึกงานนี่ยากมาก แต่คนเป็นงานแล้วทำงานมันก็เป็นงาน มันก็เป็นความยุ่งยากนั่นแหละ เพราะมันเป็นงาน แต่มันก็ยังทำได้เพราะมันทำเป็น ทำไม่เป็นๆ ล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลามานี่ก็ แหม! พูดธรรมะนะ
เรานี่ใหม่ๆ โดนมาก เวลาใครมามันก็แบบว่าจะให้เขาไม่ขัดแย้งไง พิจารณากายๆ ถามว่าถูกไหม ถูก เท่านั้นน่ะบอกหลวงพ่อค้ำประกันว่าเขาบรรลุธรรม เพราะพิจารณากายแล้วเป็นพระโสดาบัน
ตั้งแต่นั้นมานี่ ถูก แต่มันถูกหมายความว่าทำเหตุถูก พยายามสร้างเหตุมา แต่บอกว่าคำว่า “ถูกของเรา” ก็ปฏิบัติถูกวิธี แต่ใจมันเป็นหรือยังล่ะ
พอบอกว่าถูก มันบอกว่าอาจารย์ยอมรับเลย ใครมาหาเรากลับไปเป็นพระอนาคามีแล้วกันล่ะ เรางงนะ
เวลาไปเจอใครนะ เขามาบอกเรา บอก “หลวงพ่อ คนนั้นเป็นพระอนาคามี”
“ทำไมล่ะ”
“ก็หลวงพ่อไปแก้เขาไง”
“หา? แค่คุยกันเนี่ยนะ”
เราคุยกับใคร คนนั้นเป็นพระอนาคามีนะ เขาไปอ้างกันน่ะ
นี่ก็เหมือนกัน เวลาพวกโยมมา ไอ้ที่ว่าโกหกๆ
คำว่า “โกหก” ก็แบบว่าที่ทำมาๆ ทำมานี่ถูกไหม ถูกที่พิธี พิธีกรรม วิธีปฏิบัติ แต่ถ้ามันจะเป็นจริงเป็นจัง จิตมันต้องมีสติสัมปชัญญะ มันต้องรู้ว่าผิดเป็นอย่างไร
ที่ทำๆ อยู่นี่มันรำคาญนะ มันรำคาญที่ว่ามันไม่ลงเสียที มันรำคาญที่มันไม่ได้ผลเสียที มันหงุดหงิด...อย่างนั้นหรือเป็นธรรม
เวลามันถอดเสี้ยนถอดหนามนะ โอ้โฮ! แล้วถอดเสี้ยนถอดหนามนะ พุทโธๆ จิตมันมีสตินะ มันรู้มันเห็นนะ รู้ผิดแล้วมันทำถูก นี่รู้ถูกรู้ผิด วิธีการทำแล้วมันผิดแล้วรู้ว่าถูก ถ้าถูกแล้วมันก็เป็นการกระทำที่เริ่มต้นไง
แล้วพอรู้ถูกรู้ผิดมันก็ยังโลเล ยังลังเล อะไรถูกอะไรผิดไง เริ่มต้นไง มันก็ยังทำตัวเองยังไม่ถนัดไง ลองฝึกหัดมากเข้าๆ ผิดถูกบ่อยครั้งเข้าๆ จนแยกแยะว่า เออ! อย่างนี้ผิด อย่างนี้ถูก แล้วพยายามฝึกหัดให้มันดีขึ้น นี่ชำนาญในวสี ชำนาญในการทำที่ถูกที่ผิด
ฉะนั้น คำตอบนี้ เวลาเขียนมา ภาษาเรานะ เราทำให้เขาขุ่นข้องหมองใจ ๑๐ กว่าปี เราก็ว่าจะว่าถูกหมดก็ไม่ใช่นะ คือทำให้เขาขุ่นข้องหมองใจ
เขาบอกเลย ๑๒–๑๓ ปีที่แล้ว แล้วคิดอยู่ตลอดเวลา คิดทีไรขึ้นมามันก็เสียดแทงใจตลอดเวลา แต่บังเอิญไง ฟังเทศน์หลวงพ่อๆ ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเขาขอประวัติครูบาอาจารย์ไปแจก
เขาขอมา เราก็ให้ไปแล้วเล่มหนึ่ง แล้วเขาก็ขอมาอีก พอขอมาอีก รู้แล้วแหละเขาไปแจกคนอื่น
เวลาขอมา เอาเล่มนั้นๆ แล้วคนที่จะเข้ามาขออย่างนี้เยอะมาก แล้วพวกพระนะ จากทางภาคอีสาน ทีแรกเขียนมา โอ้โฮ! ชื่นชมนะ เขาเป็นเลขาของเจ้าคณะภาค เขาบอกว่าจังหวัดหนองคาย
ตอนนั้นพิมพ์ประวัติหลวงปู่จวนน่ะ เขาชื่นชมนะ เขาบอกเขาอยู่จังหวัดหนองคาย แล้วพอพิมพ์ประวัติหลวงปู่จวน เขาชื่นชมว่าเป็นพระในจังหวัดนั้น อู้ฮู! เขาเขียนมาเยินยอ ขอชุดหนึ่ง
ให้ไปชุดหนึ่ง ๒–๓ วันมาอีกแล้ว พอรู้ว่าขอแล้วไปแจก เราบอกไม่ให้ พอไม่ให้ก็เขียนมารำพันเยอะแยะเลย ว่าเขาทำคุณงามความดี เขาทำประโยชน์ เขาจะทำ
เราเจอปัญหานี้มาเยอะมาก แล้วมีพระทำอย่างนี้เยอะมาก
เราอยู่กับหลวงตามา เขาพิมพ์ประวัติหลวงปู่มั่นแล้วไปถวายหลวงตา หลวงตาท่านบอกว่า เราก็พิมพ์เอง เพราะประวัติหลวงปู่มั่น ท่านเป็นคนเขียนเอง ท่านบอก เราเขียนเอง เราก็พิมพ์เอง แล้วเราก็แจกเอง โยมพิมพ์โยมก็แจกสิ ทำไมโยมพิมพ์แล้วทำไมต้องมาถวายล่ะ
เขาถวายนิดหนึ่ง แล้วเขาก็ไปแจกต่อ แล้วเขาก็ไปขายเป็นสินค้า
กรณีที่เราทำเพราะเรามีประสบการณ์มาจากตอนอยู่กับหลวงตา ใครพิมพ์หนังสือ ใครพิมพ์อะไรมาก็จะมายัดเยียด มันเหมือนหลอกออนไลน์สมัยนี้เลย ขอให้เข้าถึงจุดผู้เสียหาย แล้วก็เอาเรื่องของผู้เสียหายไปหลอกคนอื่นอีกมากมาย เรื่องเป็นอย่างนี้มาตลอด
เพราะหลวงตาท่านรู้ทันหมด แล้วท่านก็รำคาญเรื่องอย่างนี้มาก คนคนหนึ่งจะทำคุณงามความดีเพื่อพระพุทธศาสนา ไอ้พวกที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์มากมาย แล้วท่านก็ไม่ยุ่งกับเขา กันเขาออกไป ท่านจะพิมพ์เอง แจกเอง
เราก็เหมือนกัน พิมพ์หนังสือนี่เพราะหลวงตาท่านสั่งไว้เอง ท่านมาที่โพธาราม ตอนตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ท่านสั่งไว้เลย ท่านก็คือเรา “เราเห็นว่าหนังสือกับเทปสำคัญนะ”
เราก็ทำเทปกับหนังสือมาตั้งแต่นั้น แล้วก็รอจังหวะ ถึงจังหวะแล้วเราก็ทำของเรา
โยมที่เขามาขอ เรารำคาญมาก ไอ้ที่ขอแล้ว ไอ้นี่มันหาเสียง หาเสียงโดยที่ไม่ลงทุนน่ะ แล้วหาเสียงโดยไม่ลงทุนนะ แล้วมันก็เป็นความวุ่นวาย ที่เราไล่ออกไป ไล่ออกไปเพราะอะไร
เพราะวัดต่างๆ มันมาตั้งแต่สมัยหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นนะ มันมีพระจังหวัดนครพนมหรืออย่างไร ปฏิบัติไม่ถูกต้อง แล้วก็ให้แม่ชีเข้ามาควบคุม แล้วแม่ชีเข้ามาควบคุมแล้วแม่ชีนั้นก็เป็นใหญ่ในวัด
คณะสงฆ์ในกองทัพธรรมส่งให้หลวงปู่ฝั้นเข้าไป หลวงปู่ฝั้นเข้าไปก็ไปเก็บเรื่องเก็บราวต่างๆ พอถึงที่สุดนะ รู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้วก็ประชุมสงฆ์ ประชุมพระด้วยกัน พอประชุมเสร็จแล้วนะ ให้เจ้าอาวาสนั้นออกไป ไล่ออกเลย เพราะอะไร
เพราะตัวเองเป็นเจ้าอาวาส ตัวเองเป็นหัวหน้า แต่ไม่ควบคุมดูแล ไม่อบรมบ่มเพาะลูกศิษย์ลูกหา ให้แม่ชีเข้ามายิ่งใหญ่ แม่ชีก็จะมาอบรมสั่งสอน
ที่เราไล่ออกไป ไล่ออกไปเพราะเหตุนี้ไง
“พระสงบสอนผิด อะไรๆ ก็พุทโธๆ เราจะมาสอนปัญญา”
หัวใจของมันคือการจะอบรมบ่มเพาะ ชี้ทาง แล้วมันจะออกนอกลู่นอกทาง ของของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือถูกและผิด ถ้าถูกมันจะเข้าสู่สัจธรรม
แล้วความถูกมันจะเข้าสู่สัจธรรม ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมา กรรมฐานหรือผลของการประพฤติปฏิบัติฟากตายทั้งนั้น ฟากตาย ท่านพยายามของท่านด้วยความเข้มข้น ด้วยการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรม ขนาดถูกต้องชอบธรรมที่จะไปชำระล้างกิเลส มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่เขาทำกัน
ผู้ถาม เวลาไปแล้วผมปฏิบัติอย่างนั้นๆ บอกว่าหลวงพ่อตวาดเลย โกหกๆ ผมสะดุ้งเลย
ก็มันสอนกันสัพเพเหระ แล้วเวลาสุดท้ายแล้วเขาก็สอน สอนเสร็จแล้วก็มาหาพระสงบ พระสงบก็สอน ก็เหมือนกัน มันจะแตกต่างกันตรงไหน
เหมือนกันคือพิธีกรรม แต่เวลาทำมันมีสัจจะหรือไม่ โกหกตัวเองหรือเปล่า จริงหรือไม่จริง
ไอ้ที่เวลาเราพูดนี่ก็เพื่อข้อเท็จจริงไง แต่เขาเองสติปัญญาไม่เท่าทัน เขาก็มองอยู่ที่พิธีกรรม อยู่ที่กิริยา มันก็ต้องนุ่มนวล มันก็ต้องชื่นชม มันก็ต้องยกย่อง มาถึงมาตวาดเอาๆ อย่างนี้ ฝังใจมาสิบกว่าปีแน่ะ
แต่เป็นบุญนะ เพราะฟังเทศน์ๆ เห็นไหม ก็มีคนเขาขอหนังสือ หนังสือนี่มีมามาก เราตัดทิ้งๆ ถ้าโดยทั่วไปนะ เขาก็ขอ เราก็จะให้ชุดหนึ่ง แต่มันมีหลายๆ คนเลย พอได้ไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ จะเป็นคอลเลกชัน จะสะสมให้เต็ม
วัดเรายังขาดเลย นี่หลวงปู่ขาวจบแล้ว หมดแล้ว ใครมาขอ บอกหมดแล้ว องค์ไหนถ้าหมดแล้วคือหมดแล้ว เราเองยังขาดเลย เขาจะสะสม มันขอมาอย่างนี้เยอะมาก เรื่องหนังสือ
ฉะนั้น หนังสือนี้ ถ้าเราจะพูดถึงความบกพร่อง ไม่ดีงาม เราก็จะไม่มีโอกาสอย่างที่หลวงตาท่านสั่งไว้ “ท่านสงบ เราเห็นว่าหนังสือกับเทป” ตอนนั้นก็เป็นหนังสือกับซีดีไง ตอนนี้ก็เป็นหนังสือกับเว็บไซต์ “สิ่งนี้สำคัญมาก เห็นว่าสำคัญมาก”
ภาษาเรา เราก็เห็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเราบวชใหม่ๆ เราอ่านประวัติหลวงปู่มั่นนี่แหละ ปฏิปทาธุดงคกรรมฐาน ทำอย่างนี้เลย ทำตามปฏิปทาเลย เพราะอะไร เพราะอยากจะปฏิบัติให้มันเป็นจริงขึ้นมาไง
แล้วตอนนี้พิมพ์หนังสือไปมันก็เป็นประโยชน์ แต่ทุกอย่างมันเป็นอนิจจังทั้งนั้น หนังสือนี้จะสิ้นสุดลงแล้ว เราจะพิมพ์หลวงปู่สุวัจน์องค์ต่อไป เพราะเราพิมพ์แต่สิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะธรรมกับธรรมมันเข้ากัน องค์อื่นอาจจะมีบ้าง แล้วอาจจะไม่มีเลยก็ได้
ฉะนั้น องค์สุดท้ายคือหลวงปู่สุวัจน์ แล้วก็จะพิมพ์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น อีกรอบหนึ่ง แล้วหนังสือนี้จะจบแล้ว จบแล้ว
ทำคุณงามความดีหรือทำสิ่งใด มันมีเริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด มันต้องจบลง จบลงที่ไหน จบลงที่หลวงตาท่านก็หยุดแจกหนังสือไง หลวงตาท่านหยุดแจกหนังสือ ท่านบอกว่าหนังสือท่านแจกอิ่มแล้วในท้องตลาด เพราะพออิ่มแล้ว ท่านแจกๆ พอแจกเสร็จแล้วคนก็เอาไปเป็นหนังสือเก่า เพราะมันอิ่มแล้วไง หนังสือเก่าเต็มไปหมด
นี่ก็เหมือนกัน เราจะจบแล้ว ทุกอย่างทำคุณงามความดีแล้ว มันเป็นวาระ มันเป็นถึงเวลา หนังสือก็จะจบ
ฉะนั้น เวลาคนที่ฟังเทศน์หลวงพ่อมันมีคนจะมาขอหนังสือประวัติครูบาอาจารย์ หลวงพ่อก็ดุเอาๆ ไง
เพราะมันไม่เป็นธรรมๆ ไอ้คำว่า “เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม” เขาเอาไปคิด พอคิดแล้วมันไปไตร่ตรอง เขาบอกเลยนะ ด่าตัวเองได้เยอะแยะเลย ด่าตัวเองคือด่าอารมณ์ที่มันโกรธ ด่าอารมณ์ที่มันไม่รู้เท่า อารมณ์ที่กระทบแล้วเราเศร้าใจ เราสะเทือนใจ แต่มันไม่มีเหตุไม่มีผลไง
แต่ถ้ามันเป็นธรรม มันมีเหตุมีผลสิ มีเหตุมีผลว่าเราพูดถูกหรือผิด ถ้ามันผิด เรายังยึดมั่นความผิดอยู่นี่ การประพฤติปฏิบัติเราจะไปทางไหน
นี่ไง “แก้จิตแก้ยากนะ แก้จิตแก้ยากนะ”
นี่คือการแก้จิต จิตตภาวนา เราค้นคว้าหาจิตของตน แล้วจิตนี้มันต้องถูกต้องชอบธรรม ถ้าถูกต้องชอบธรรม สมดุลพอดี มันก็จะลงสู่ความสงบ พอลงสู่ความสงบ ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา มันก็จะเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นไง
การปฏิบัติเริ่มต้นยากที่สุดยากตรงนี้ ยากตรงที่ว่า เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นสัญชาตญาณ เป็นต่างๆ มันเป็นโลกทั้งนั้น ถูก ถ้ามันถูกนะ มันก็สมดุลพอดี ก็แค่นั้นน่ะ คิดถูก ทำถูก ก็ถูกแค่นั้นน่ะ แต่มันไม่เกิดภาวนามยปัญญา มันไม่เห็นกิเลส มันไม่เป็นอริยสัจ มันไม่เป็นสติปัฏฐาน ๔ ถูกต้องชอบธรรม มันเป็นความชอบธรรมในวิทยาศาสตร์ ในทางโลก ในทางถูกและผิด ในเหตุและผล แต่มันเป็นเรื่องโลก โลกเพราะจิตมันไม่สงบไง มันไม่มีสมถกรรมฐานไง ถ้ามีสมถกรรมฐานมันถึงถูกต้องชอบธรรมไง พอถูกต้องชอบธรรม ยกขึ้นสู่วิปัสสนานะ เออ! คราวนี้ไอ้ที่ว่าเจ็บช้ำน้ำใจมาสิบกว่าปี มันจะเป็นธรรมเลย
ที่ว่ามันไม่ชอบธรรม เราดุเพราะว่ามันไม่ชอบธรรม แต่ถ้าชอบธรรมนะ พยายามทำให้มันเข้าที่เข้าทาง แล้วทำให้มันเป็นธรรม ใจดวงนั้นมีมรรค ใจดวงนั้นจะมีผล แล้วมันจะเป็นความมหัศจรรย์
พระพุทธศาสนามหัศจรรย์มาก มหัศจรรย์โดยปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก สอนตนให้ได้ก่อน สอนตน แล้วเวลาสอนตนมันจะผิดมามากมายเลย แล้วถ้ามันถูก โอ้โฮ! ฉะนั้น ต่อไปนี้ใครปฏิบัติมาจะรู้เลย เพราะเราเป็นอย่างนั้นมาก่อนใช่ไหม มันผิดมา โอ้โฮ! ร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ แล้วกว่ามันจะถูก
เราอยู่กับครูบาอาจารย์ คนที่โดนหลวงตาด่ามากที่สุดคือพระสงบ โดนด่าเช้า กลางวัน เย็น บนศาลาโดนทุกวัน ทุกวัน ด่ารอบศาลาเลย ด่าต่อหน้าโยมเลย จนโยมเขาไปขอหลวงตาเลยนะ “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์จะเอ็ดพระ อย่าเอ็ดต่อหน้าโยมสิ พระเสียหน้าน่ะ”
หลวงตาบอกว่า ต่อหน้าโยมนี่มันดี ดีที่สุดเลย เพราะกิเลสมันหน้าด้าน บอกมันแล้วมันไม่ฟัง
ฟัง แต่ไม่รู้
ฟัง แต่มันเข้าใจไม่ได้
ฟัง แต่แก้ไขไม่เป็น
ท่านก็ย้ำต่อหน้าน่ะ ต่อหน้าโยมนี่มันดี กิเลสมันหน้าด้าน มันด้านนัก มันแก้ไม่ได้
เรานี่โดนมาเยอะมากเลย แต่ดีใจมาก ภูมิใจมาก เรามาเจออาจารย์ที่ดีงาม อาจารย์ที่ไม่กะล่อน อาจารย์ที่บอกว่าผิดคือผิด กิเลสมันด้านในใจเรามันผิด พูดแล้วพูดอีก เราก็ทำแล้วทำอีก แต่มันไม่ได้ มันไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะมันยังไม่ได้ก็คือไม่ได้ ท่านก็ตอกย้ำบนศาลานั่นน่ะ
แจกอาหารน่ะ “ไอ้พระสองสลึง ไอ้พระหน้าโง่” แล้วชี้หน้าด้วยนะ โยมเต็มศาลาเลย ชี้หน้านะ “ไอ้เจ๊กนั่นน่ะ”
ด่าอยู่อย่างนี้ จนโยมเขาสงสารนะ ไปพูดกับท่านว่า “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์จะเอ็ดพระ ไม่ควรเอ็ดต่อหน้าธารกำนัลนะ ควรจะไปเอ็ดกันตัวต่อตัว”
ท่านบอกเลย “ต่อหน้าคนนี่มันดี เพราะมันหน้าด้านนัก”
ภูมิใจอยู่นี่
มีพยานบนศาลา พระเต็มไปหมด เวลาด่าเรา ใครก็เห็น มันไม่ได้เป็นเรื่องลี้ลับอะไรหรอก แต่ไม่มีใครพูดอย่างนี้ แล้วก็ไม่เคยพูดด้วย
แต่วันนี้เขาทุกข์อยู่ ๑๔ ปี แล้วเขาคิดได้ เขาเขียนมาว่า “ผมถึงอยากเล่าถวาย เผื่อมีลูกศิษย์ท่านไหนที่เป็นอย่างกระผม จะได้ยังประโยชน์ได้เช่นเดียวกับผม จะได้ใช้เวลาคืนสติได้เร็วขึ้น กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูง”
๑๔ ปีกว่าจะรู้เท่าทันกัน แต่ก็สาธุนะ เราฟังแล้วแบบว่าสงสารเขา เขามีปมในใจอยู่ ตอนนี้เขาบอกว่าลงใจแล้ว สิ่งที่คาใจจบแล้ว จึงเขียนมาเพื่อประโยชน์กับคนอื่นด้วย จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๑๑. เรื่อง “พิจารณาธาตุ”
น้อมกราบหลวงพ่อค่ะ จิตพิจารณากายท่อง ผม ขน เล็บ และอื่นๆ วนไปตามอาการ ๓๒ ก็เริ่มใหม่ เป็นอุบายให้จิตอยู่ในกาย แล้วท่องพิจารณาย้ำๆ ซ้ำๆ จิตเขาเห็นอวัยวะตามที่ท่องวนซ้ำๆ สิ่งที่เห็นคือจิตอยู่ในกาย เห็นอวัยวะภายในชัด
ความชัดนั้นก็จะเห็นความจริงด้วยว่า สิ่งที่เห็นนั้นสุดท้ายเป็นเพียงธาตุจริงๆ การเห็นขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากจุดเล็กๆ เห็นครอบคลุมทั่วทั้งกาย แม้ลืมตาอยู่ก็เห็นชัดเหมือนตาเนื้อ เป็นคำตอบประจักษ์ในจิตชัดตลอดเวลา ปัญญาก็เกิดขึ้นมาทันทีว่า นั่นไม่ใช่เรา เห็นความแปรปรวน เปลี่ยนแปลง
การมีสติ สมาธิอยู่กับกาย ทำให้เห็นชัดว่านั้นเป็นเพียงธาตุ ๔ ประกอบรวมกัน เมื่อแยกฐานกายชัด ทำให้เห็นสิ่งอื่นชัดตามไปด้วย เห็นว่าจิตคิดในกาย ความจำอาการ ๓๒ ความรู้สึก ความรับรู้ไม่ใช่ธาตุ ทำให้เห็นสิ่งเหล่านี้ชัดเหมือนรูปที่จับต้องได้ ทั้งที่เป็นนาม ทำให้เห็นว่าจิตอยู่ในกายแบบนี้กิเลสไม่เกิด
แต่ต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่เห็นกาย ทำให้จิตยึดว่านี่เป็นเรา เวลาคิด จำ รับรู้ และรู้สึก เมื่อไม่เห็นความจริง ทำให้หลงว่านั่นเป็นเรา กิเลสจึงเกิดขึ้น ยึดว่านั่นเป็นเรา สร้างภพชาติ
เห็นจิตท่องพุทโธ ท่องเอง (นาม) บวกกับเห็นกายเป็นธาตุ (รูป) นี่คือฐาน เมื่อกระทบกับภายนอก ไม่ไหล เพราะตาในเห็นว่าทั้งในและนอกเป็นธาตุจริงๆ ภาพภายในชัดว่าเห็นธาตุเสื่อม รอวันสลาย เห็นความคิด ความจำ รับรู้ รู้สึกเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา เมื่อเห็นแบบนี้ไม่มีผลต่อจิต กิเลสจึงไม่เกิด
การเห็นแยกรูป นามภายในแยกชัดกว่า เห็นขันธ์แยกชัด จิตจึงตั้งมั่น ไม่ไหลเป็นเราไปเป็นอารมณ์ จิตกับอารมณ์จึงแยกกันเพราะเหตุนี้ค่ะ แต่ถ้าไม่เห็นแบบนี้ ไหลออกภายนอกก็ยังเป็นเรา
การภาวนา ภาวนาจนกว่าจิตไม่ไหลหรือคะ เพราะตอนนี้ยังชักเย่อกันอยู่ค่ะ
ตอบ : เห็นไหม นี่นักภาวนา แล้วนี่คำถาม แล้วเขาถามอย่างนี้ แล้วเวลามาเมื่อก่อน คำถามแรกมาก็มาอย่างนี้ ปฏิบัติเยี่ยม เวลาเท่าทันจิต จิตมันแยกกาย กายไม่ใช่เรา เราไม่ใช่กาย ไม่มีอะไรสงสัย แต่ “การภาวนาจนกว่าจิตมันไม่ไหลหรือคะ เพราะตอนนี้ก็ยังชักเย่อกันอยู่ค่ะ”
มันโกหกทั้งนั้นน่ะ โกหก โกหก โกหก มันไร้สาระ แต่นี่ก็คือการฝึกหัดภาวนาไง การฝึกหัดภาวนาก็เริ่มต้นจากอย่างนี้ไง เริ่มต้นจากอย่างที่เราไม่รู้นี่ไง ก็เหมือนกับที่หลวงตาท่านพูดน่ะ การปฏิบัติมันยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นนี่
นี่เริ่มต้น จนพิจารณานะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ท่องจนจิตมันสงบ จิตมันรู้มันเห็นนะ แต่สรุปคำถามไง “มันก็ชักเย่อกันอยู่อย่างนี้ แล้วภาวนาอย่างนี้ถูกไหม”
แต่เวลาคำถามมา เห็นไหม “มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา มันแยกหมดแล้ว รู้เท่าทันมันหมด กิเลสมันไม่เกิด”
เอ็งเห็นกิเลสหรือ
เวลามันเท่าทันนะ เพราะเห็นอย่างนี้กิเลสถึงไม่เกิด เขียนพรรณนามาเยอะแยะไปหมดน่ะ แล้วมันผิดไหม
ถ้าวิธีปฏิบัติ ถ้าบอกว่าผิด ก็เลิกเลยไง ถ้าบอกว่าผิด ก็ไม่ทำกันอีกแล้วไง แล้วบอกอย่างไรล่ะ
ใช่ ก็ทำอย่างนี้แหละ วิธีปฏิบัติถูกไหม ถูก แล้วสุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร
มันก็ชักเย่อกันอยู่อย่างนี้ไง ปฏิบัติแล้วมันไม่ใช่เรา
ปฏิบัติถ้ามีสติ สติมันสมบูรณ์มันก็เห็นดีไง พอสติมันอ่อน มันก็เจ็บอีกแล้วไง เวลาฝึกหัดดี ฝึกหัดดีมันก็หยุดไง แล้วพอมันเมื่อยมันล้า มันอ่อนเพลีย มันก็ชักเย่อกันอยู่นี่ไง แล้วทำให้มันดีขึ้นอย่างไรล่ะ
ไอ้ที่ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ถ้าไม่ใช่ของเรา ทำไมมันถึงชักเย่อล่ะ ถ้ามันไม่ใช่เรา มันก็เป็นของมัน มันก็เป็นของเรา มันก็แยกกันไง แล้วนี่เวลาปฏิบัติถึงที่สุดแล้วมันก็ยังไหลอยู่นี่ไง มันก็อยู่อย่างนี้
แม่น้ำเจ้าพระยานะ ปิง วัง ยม น่าน มารวมลงเป็นเจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่าน มันก็มีต้นน้ำนะ ความรู้สึกนึกคิดมันต้นเหตุนะ แล้วต้นเหตุมันไหลอยู่นี่ แล้วเอ็งก็มาถึงสมุทรปราการเลย มาสร้างเขื่อนอยู่ที่สมุทรปราการ
แล้วปิง วัง ยม น่าน เอ็งก็ยังไม่รู้จักมันไง แล้วไอ้ข้างบนนั้นต้นน้ำอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ว่าต้นน้ำมันเกิดอย่างไร แล้วปิง วัง ยม น่าน มันเกิดจากที่ไหน แล้วมันมารวมกันที่ปากน้ำโพ เป็นเจ้าพระยา แล้วเจ้าพระยาไหลลงมา เราอยู่สมุทรปราการ มันมาอย่างไรล่ะ
เหมือนกัน คำว่า “เหมือนกัน” โดยสามัญสำนึก ปุถุชน กัลยาณชน นี่คือระบบ นี่คืออริยสัจ คนเกิดมาเป็นสมมุติ สมมุติตามเป็นจริงคือชีวิต กิเลสตัณหาความทะยานอยากมหาศาล เขาเรียกว่าปุถุชน แล้วฝึกหัดขึ้นมาแล้วจะเป็นกัลยาณชน ทำสมาธิได้ดีขึ้น
ตรงนี้ก็เหมือนกัน ที่ทำ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ท่อง ถ้าท่องเวลาสติมันดี นั่นมันก็สงบ พอสงบ จิตใจมันดี มันก็เห็นถูกเห็นผิดทั้งนั้นน่ะ เห็นถูกเห็นผิดมันก็เป็นเรื่องโลกๆ ไง โลกียะ
จิตสงบแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนาถึงจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง จิตที่สงบแล้วเวลาน้อมไปเห็น เห็นไหม เวลาเห็นธาตุ มันเป็นธาตุ นั่นเป็นธาตุ เป็นวัตถุธาตุ นี่เป็นนามธาตุ มันเป็นธาตุ มันเป็นนาม นี่ถ้าจิตมันสงบมันรู้เห็นธาตุ มันก็เห็นปิง วัง ยม น่านไง
แม่น้ำเจ้าพระยามันเกิดมาจากไหน แม่น้ำเจ้าพระยามันมีแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน มารวมกันที่ปากน้ำโพ รวมที่ปากน้ำโพมันก็เป็นเจ้าพระยา เจ้าพระยามาถึงอยุธยา เจ้าพระยาเก่า เจ้าพระยาใหม่
เจ้าพระยาเก่ามันเป็นคุ้งน้ำ เขาก็ขุดใหม่ จากจะเป็นคลองขุดกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน แม่น้ำเจ้าพระยาในอดีตมันกลายเป็นคลอง บางกอกใหญ่ บางกอกน้อยนั่นน่ะ แม่น้ำเจ้าพระยาเก่า แม่น้ำเจ้าพระยาใหม่
นี่ก็เหมือนกัน ไอ้นั่นเป็นธาตุรู้ ไอ้นี่เป็นนามธาตุ มันเป็นสมมุติไปทั้งนั้นน่ะ
ทีนี้ถ้าจะปฏิบัติให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง ทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบแล้วถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันรู้จักกิเลส เห็นกิเลสนะ แล้วถ้ากิเลส มันเสื่อมไม่รู้ทันหรอก จิตมันเสื่อม ไม่ใช่กิเลสเสื่อม
พอจิตมันเสื่อม กิเลสนะ มันกลับไปเป็นสมบูรณ์แบบเหมือนเดิม แล้วก็เหยียบย่ำเรา เราก็ทุกข์เราก็ยากอยู่อย่างนั้นน่ะ นี่คือการปฏิบัติตามข้อเท็จจริงในพระพุทธศาสนา
แต่เรา เราเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แต่มารเต็มหัวใจ เวลาปฏิบัติไปจะลุ่มๆ ดอนๆ อย่างนี้ แล้วครูบาอาจารย์ที่ไม่จริงก็โอ๋กัน ยกย่องสรรเสริญกัน เป็นอุปาทานหมู่ สมาธิทำไม่เป็น
สมาธิทำเป็น มันจะเข้ามาคำถามนี้ ถ้าจิตสงบแล้วถ้าเห็นตามความเป็นจริง เป็นธาตุนาม นามธาตุ เป็นธาตุ เป็นวัตถุธาตุ นี่ถ้ามันเห็นจริง แล้วจับพิจารณามันเป็นข้อเท็จจริง เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง ไอ้ที่ว่าชักเย่อ ไม่ชักเย่อ เดี๋ยวรู้หมดน่ะ
ไอ้นี่คำถามทั้งหมดเลย มันก็ตอบลงที่ว่า การภาวนามันชักเย่อ มันไหลไปหมด แล้วให้ทำอย่างไรต่อ
มันมีเหตุมีผลในตัวมันเองหมด แต่ครูบาอาจารย์ถูกหรือผิด เป็นหรือไม่เป็น ถ้าเป็น ชี้ถูกชี้ผิดได้ทั้งนั้นน่ะ แล้วชี้ถูกชี้ผิดแล้วให้เหตุผลด้วย ให้อุบายด้วย ให้วิธีการกระทำด้วย แล้วไปกระทำให้ได้ขึ้นมา
ถ้าได้ขึ้นมา เป็นอันเดียวกัน อริยสัจมีหนึ่งเดียว ขณะ นิโรธ ดับทุกข์หมด สังโยชน์ขาด กิเลสตาย นั่นน่ะข้อเท็จจริงที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านแสวงหามา แล้วสร้างคุณงามความดีมาไง
เรายังภูมิใจ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ออกประพฤติปฏิบัติ เราพบครูบาอาจารย์ที่ถูกต้องชอบธรรม ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม
เรานี่โดนยำเละมาก หัวนี่แบะ ตายไปแล้วไม่รู้กี่รอบ ตายคาเท้าเลย แต่ยังนั่งภูมิใจอยู่นี่ เพราะครูบาอาจารย์ที่จะรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ สอนได้อย่างนี้ หาจนตายไม่มี
หลวงตาพระมหาบัวบอกเลย ทองคำ เพชรนิลจินดามีค่า แต่มีเกลื่อนกลาดในโลก เพชรน้ำหนึ่ง ครูบาอาจารย์ที่แท้จริงหาแทบตาย แล้วเจอก็ไม่รู้จัก นั่งอยู่ต่อหน้าก็สบประมาท นั่งอยู่ต่อหน้าก็ดูถูกดูแคลน ไม่รู้จัก แต่ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมยกย่องสรรเสริญ
เราถึงภูมิใจว่าเราได้เกิดมาพบครูบาอาจารย์ที่ดีงาม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ที่ได้อบรมบ่มเพาะสั่งสอนเรามา เอวัง